หน้าแรก  /  ข่าวสาร & บทสัมภาษณ์  /  บทสัมภาษณ์  /  นายมิทซิฮิโระ โซโนดะ

นายมิทซิฮิโระ โซโนดะ

     นายมิทซิฮิโระ โซโนดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

 

1. ประวัติย่อ
เกิดปีพ.ศ. 2497 ที่จังหวัดฮิโรชิมะ ประเทศญี่ปุ่น หลังจากที่ได้ศึกษาจบปริญญาตรีด้านวิศกรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ในปี พ.ศ. 2020 ได้เข้าทำงานที่บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ จำกัด ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยต่อมาได้มีโอกาสไปประจำการที่ต่างประเทศ เริ่มจากที่ประเทศออสเตรเลีย ประเทศอังกฤษ และประเทศเบลเยี่ยม ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และประธานหอการค้าญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย 
 
2.  ปรัชญาในการดำเนินชีวิต คติพจน์ประจำใจ
 “เลือกหนทางที่ยากลำบากกว่าเสมอ เมื่อยามที่ลังเล”→ เช่น เมื่อมีวิธีการ หรือสิ่งที่จะต้องเลือกอยู่ 2 ทาง และจะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ความอ่อนแอของตนเองจะนำมาซึ่งความลังเลหากเลือกหนทางที่ง่ายกว่า ฉะนั้นสำหรับผมแล้ว จะพยายามเลือกหนทางที่ยากลำบากกว่าเสมอ หากเลือกทางที่ง่ายกว่า ก็จะรู้สึกว่าตนเองพ่ายแพ้ต่อความอ่อนแอของตนเอง แต่ถ้าสละทางเลือกที่ง่ายกว่า แล้วเลือกทางที่ยากลำบากกว่า ถึงจะล้มเหลวในภายหลัง แต่ก็จะไม่เกิดความรู้สึกเสียใจแต่อย่างใด
 “ชีวิตของคนเราอยู่ในห้วงความฝัน”→ ซึ่งจะไม่มีเป้าหมายสุดท้าย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใดก็ตาม เราก็ยังคงอยู่ในห้วงของความฝัน จนกว่าจะหมดลมหายใจ ซึ่งก็อยากจะให้มีความฝันอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ
 “ลูกค้ามาก่อนเสมอ”→ ในด้านของการบริหาร ก่อนที่จะตัดสินใจอะไรสักอย่าง จะพยายามคิดจากจุดยืนของลูกค้าเป็นที่ตั้งเสมอ ดังนั้นก็จะมั่นใจได้ว่า การตัดสินใจนั้น ไม่คลาดเคลื่อนอย่างแน่นอน
 นอกจากนี้แล้ว จะเรียกกว่าปรัชญาชีวิตก็ไม่เชิง เมื่อมาทำงานที่ประเทศไทยแล้ว ก็อยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย  เช่นในเรื่องของการส่งเสริมทางด้านการศึกษาให้แก่เด็กหนุ่มสาวชาวไทย  เท่าที่ผ่านมา บริษัทญี่ปุ่นในไทย ก็ได้พยายามที่จะสนับสนุนด้านบุคลากรในเมืองไทยอยู่แล้วทว่าการสนับสนุนดังกล่าว เป็นการสนับสนุนเป็นรายเดี่ยวกระจายกันไป ทำให้มีข้อจำกัดใน่แง่ของผลลัพธ์ที่ได้  ฉะนั้นการสนับสนุนทั้งหมดทั้งปวงดังกล่าวของบรรดาบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย ใน่แง่ของการส่งเสริมด้านศึกษาให้แก่คนไทยนี้ หากสามารถรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้ ก็น่าที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ใน่แง่การพัฒนาบุคลากร ต่อเด็กหนุ่มสาวที่สนใจญี่ปุ่น ได้มากยิ่งขึ้น
 
3. เหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต และสามารถผ่านพ้นเหตุการณ์นั้นมาได้อย่างไร
 คงเป็นเหตุการณ์เมื่อสุนัขตัวโปรดที่เลี้ยงไว้ ที่ชื่อ “โช” ได้ตายจากไป สุนัขตัวนี้อยู่ด้วยกันมาถึง 15 ปี เมื่อตอนที่ไปอังกฤษ และเบลเยี่ยมก็พาไปอยู่ด้วยกันที่นั่น อังกฤษเป็นประเทศที่ค่อนข้างจะระแวดระวังในเรื่องของโรคพิษสุนัขบ้า ในช่วง 6 เดือนแรกที่ไปนั้น “โช” ต้องถูกกักบริเวณ รู้สึกน่าสงสารมาก ด้วยเหตุที่ว่าอยู่ด้วยกันมาตลอดเหมือนกับเป็นสมาชิกครอบครัวคนหนึ่ง เมื่อตอนที่มันจากไป ก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก       หลังจากนั้น ก็ได้ทำจี้สร้อยคอ ซึ่งได้ทำจากขนของ “โช” ซึ่งช่วยประทังความเศร้าโศกลงได้ เมื่อเวลาที่ดูจี้สร้อยคอนี้
 
4. มองสังคมและเศรษฐกิจไทย อย่างไรบ้าง
 ในด้านเศรษฐกิจนั้น ผมมองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เปิดเสรีให้กับทุนต่างชาติ มากกว่าประเทศญี่ปุ่น และอยากจะให้รัฐบาลสานต่อนโยบายเศรษฐกิจทุนนิยมที่เปิดกว้างนี้ต่อไปเรื่อยๆ
 ในด้านของสังคม  ผมมองว่าไทยเป็นประเทศประชาธิปไตย แต่ในอีกแง่หนึ่ง เหมือนจะมีอิสรภาพมากเกิดไป
เรื่องที่ไม่สามารถจะทำได้ที่ญี่ปุ่น กลับเป็นเรื่องปกติในประเทศไทย เช่น การทำงานเสริมของข้าราชการ โดยส่วนตัวแล้ว รู้สึกแปลกใจอย่างมาก ที่ว่าการทำงานเสริมไปด้วย จะสามารถทำงานหลักอย่างเที่ยงตรงได้อย่างไรซึ่งในประเด็นนี้ หากเทียบกับญี่ปุ่นแล้ว ประเทศไทย ยังดูเหมือนว่าจะมีกฎระเบียบข้อห้ามน้อยกว่าประเทศญี่ปุ่นมาก
ในทางกลับกัน ญี่ปุ่นก็มีปัญหา แต่เป็นในเรื่องของระบบ (อะมะขุดะริ) ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เมื่อเกษียณแล้ว ก็จะได้รับตำแหน่งสูงในบริษัทเอกชน ทำให้เกิดความใกล้ชิดมากเกินไประหว่างภาครัฐกับเอกชน ซึ่งในปัจจุบันได้พยายามแก้ไขระบบดังกล่าวอยู่
ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน การทำงานเสริม คงเป็นโครงสร้างทางสังคมไทยมาช้านาน หากจะยกเลิกระบบดังกล่าวนี้โดยทันที คงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก แต่ในความคิดผม หากไม่ปรับฐานเงินเดือน รับประกันความเป็นอยู่ และทำให้เกิดทัศนคติด้านคุณค่าของการทำงาน ก่อน การแก้ไขปัญหาเหล่านี้คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก